เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็น ๑ ในจำนวน ๑๐๖ เจ้าพระยาของกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากจะมีความมหัศจรรย์มาแต่กำเนิดแล้ว ยังสร้างผลงานไว้มากมายหลายด้าน ทั้งการทูต การทหาร การเกษตร การก่อสร้าง จนถึงปราบโจร รับราชการอยู่ยาวนานถึง ๓ รัชกาล

แต่ในที่สุดก็ต้องลาออกก่อนจะถูกรุมยำ เพราะความอิจฉา เมื่อตอนเกิด ท่านมีรอยปานดำคล้ายฝ่ามือติดมาที่หน้าอก ซึ่งทำความแปลกใจให้บรรดาญาติมาก เพราะพี่สาวของท่านที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ ๓ ขวบ เป็นหลานรักของคุณยาย ตอนบรรจุศพ

คุณยายเอาเขม่าไฟป้ายฝ่ามือเจิมไว้ที่หน้าอกหลานสาว พร้อมกับอธิษฐานว่า ขอให้หลานรักกลับมาเกิดเป็นหลานยายอีกสักชาติ และถ้าหากกลับมาเกิดจริง ก็ขอให้มีรอยเขม่าไฟที่ยายเจิมไว้นี้ติดมาเป็นพยานด้วย

พี่ชายของท่านที่เกิดตามพี่สาวมาไม่มีรอยเขม่าไฟ มามีที่อกของหลานคนที่สาม แต่ก็น่าเสียดายที่คุณยายเสียชีวิตไปก่อนที่หลานคนนี้เกิด สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค)

ซึ่งเป็นปู่ของมารดาท่าน เป็นผู้ตั้งชื่อหลานทวดคนนี้ว่า “เจิม” ตามรอยปานดำที่หน้าอก พออายุได้ ๙ ขวบ เด็กชายเจิมเข้ารับการศึกษาที่สำนักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ พออายุ ๑๕ บิดาก็ได้นำไปฝากเข้าศึกษาในสำนักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหม

เพื่อเรียนวิชาการทหาร สถานที่แห่งนี้เป็นที่อบรมบรรดาลูกหลานของขุนนางให้เรียนรู้การรบและการนำทัพ ในปี ๒๔๑๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงดำริให้ตั้งกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ขึ้น โปรดเกล้าฯให้

นายพันโทพระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง) บิดาของท่าน เป็นผู้บังคับการกรม แต่มีความเชื่อกันในยุคนั้นว่า “ทหาร” ก็คือ “พวกสักเลก” ที่เกณฑ์มา เป็นเหมือนพวกไพร่ พวกทาส บรรดาผู้ดีมีสกุลจึงไม่ยอมให้บุตรหลานเป็นทหาร

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

พระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงนำความปรึกษากับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการและสมุหกลาโหม ขอตัวบุตรชายมาเป็นทหารมหาดเล็กคนแรกให้เป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าลูกหลานของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ยังสมัครมาเป็นทหาร

ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาฯก็เห็นด้วย ด้วยเหตุนี้ เจิมจึงเข้าเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์หมายเลข ๑ ได้รับยศนายร้อยตรี ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่ ๖ โปรดเกล้าฯให้มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงศัลยุทธสรกรร เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๑๔ อันเป็นการเริ่มต้นชีวิตราชการ

ในปีแรก หลวงศัลยุทธสรกรรได้มีโอกาสตามเสด็จประพาสเกาะชวา และเมื่อกลับจากเสด็จประพาสครั้งนั้น ก็ได้โปรดเกล้าฯให้หลวงศัลยุทธฯเป็นอุปทูตร่วมคณะไปกับพระยาสมุทรบุรารักษ์ นำพระราชสาส์นขอบใจ

พร้อมด้วยของขวัญและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปมอบผู้ว่าราชการเกาะชวาของฮอลันดา กับผู้ว่าราชการเกาะสิงคโปร์ของอังกฤษ ที่ได้ถวายการต้อนรับอย่างดี หลวงศัลย์ฯ จึงได้เริ่มชีวิตนักการทูตอีกอย่าง นอกเหนือจากหน้าที่ทางทหาร

ในปีเดียวกันนั้น เนื่องจากความดีความชอบในการเป็นอุปทูตไปชวา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น จมื่นสราภัยสฤษดิ์การ ในปี ๒๔๒๑ รัฐบาลสยามเกิดข้อบาดหมางกับ มร.โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย นายร้อยเอกจมื่นสราภัยสฤษดิ์การ ผู้บังคับกองร้อยทหารมหาดเล็ก

ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นอุปทูต ไปแจ้งเรื่องต่อรัฐบาลอังกฤษที่กรุงลอนดอนด้วย และจากผลงานของคณะทูตชุดนี้เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก จมื่นสราภัยสฤษดิ์การ จึงได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น จมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็กวรฤทธิ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *