เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ตอน2

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

เสร็จสิ้นจากภารกิจทางด้านการทูต ในปี ๒๔๒๕ ซึ่งจะมีงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปี เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนจะถึงกำหนด แต่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่เตรียมไว้รับแขกยังไม่เสร็จ

จมื่นไวยวรนารถจึงได้รับโปรดเกล้าฯให้เข้ามาช่วยงาน มร.ครูบิช สถาปนิกชาวอังกฤษ เร่งรัดการก่อสร้าง จมื่นไวยฯได้ติดต่อกับพระยาสยามธุรพาหะ กงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยที่กรุงลอนดอน ขอให้ช่วยหาเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปส่งมา

พระที่นั่งจักรีฯจึงเสร็จทันงานพระราชพิธีสำคัญ หลังจากงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปี จมื่นไวยวรนารถได้รับโปรดกล้าฯเป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งในยุคนั้นเรียกกันว่า “ผู้บังคับการทหารหน้า”

ขณะเดียวกันกองทัพบกก็จะจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบกขึ้น เพื่อรองรับพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารตามแบบอย่างอารยะประเทศ จมื่นไวยฯจึงได้ทูลขอพื้นที่ฉางข้าว ๗ ฉางพร้อมโรงสีของกองทัพ ที่เคยใช้เป็นที่สะสมเสบียงยามสงคราม

ตั้งอยู่ใกล้ศาลหลักเมือง พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบ โปรดให้ มร.กราเซีย สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบ หมดค่าก่อสร้างไปสี่แสนบาทเศษ เปิดใช้เป็นที่ทำการของกรมยุทธนาธิการ ซึ่งก็คือศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน

แม้จมื่นไวยฯจะทุ่มเทในการทำงาน รับราชการด้วยความซื่อสัตย์ เอาชีวิตรองพระบาท แต่กลับถูกกล่าวหาว่าคิดคดเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ถึงขั้นวางแผนจะปลงพระชนม์

เรื่องเกิดจากนายทหารอิตาเลียน ๑ ใน ๒ คนที่เข้ามารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย คือ ร้อยเอก ยี. เอ. เยรินี ซึ่งต่อมามีบรรดาศักดิ์เป็น พระสารสาสน์พลขันธ์ ได้แต่งตำราสำหรับสอนในโรงเรียนนายร้อยขึ้น ๒ เล่ม และต้องการจะสอนการทำระเบิดด้วย

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

แต่ก็ไม่สามารถหาดินระเบิดได้ จนเมื่อมีโอกาสไปสิงคโปร์ ขากลับ ร.อ.เยรินี จึงซื้อดินปืนกลับเข้ามาด้วย เมื่อศุลกากรตรวจพบได้คุมตัว ร.อ.เยรินีไว้ จึงรับรองว่าจะนำมาใช้ในการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย เรื่องนี้รู้ไปถึงเจ้านายพระองค์หนึ่งซึ่งไม่ชอบจมื่นไวยฯ จึงได้แต่งเติมเสริมเรื่องเป็นว่า จะเอาดินระเบิดมาทำกบฏ

โดยจะซ่อนไว้ในปราสาทห้ายอด เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกขุนนางก็จะจุดชนวน ให้ทุกอย่างระเบิดเป็นจุล แต่เสนาบดีและเจ้านายอีกหลายพระองค์ โดยเฉพาะกรมหมื่นเทววงศ์วโรปการ ราชเลขานุการในพระองค์

และกรมหลวงภูธเรศธำรงศักดิ์ เสนาบดีนครบาล ได้กราบทูลความจริงให้ทรงทราบ จึงรอดหัวขาดไปได้เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ และตัดสินใจทำอย่างรวดเร็วโดยไม่รอระเบียบการต่างๆแบบราชการ

จึงเป็นผลให้เข้าเนื้อตัวเองอยู่เสมอ อย่างเช่นการตั้งโรงไฟฟ้า จมื่นไวยฯก็เป็นคนแรกที่นำหลอดไฟฟ้าหลอดแรกมาจุดสว่างขึ้นในเมืองไทย อย่างที่เล่าไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้เป็นที่ฮือฮากันมาก จึงเรียกหุ้นเพื่อจะตั้งโรงผลิตไฟฟ้าขึ้น

มีคนสนใจจะเข้าหุ้นด้วยเป็นอันมาก แต่เจ้าหมื่นฯถูกส่งตัวเป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อเสียก่อน โครงการนี้จึงฝ่อไป การยกทัพไปปราบฮ่อที่เข้ามายึดทุ่งเชียงคำในปี ๒๔๑๗ นี้ เป็นการจัดขบวนทัพแบบยุโรปเป็นครั้งแรกของกองทัพไทย

เมื่อตีทัพฮ่อแตกกระเจิงไปแล้ว จมื่นไวยฯยังต้องตั้งทัพอยู่ที่หลวงพระบางต่อไปอีก เพราะตอนนั้นฝรั่งเศสยึดญวนแล้วพยายามจะผนวกเอาลาวด้วย

เลยต้องตั้งทัพคุมเชิงอยู่หลายปี จนได้เลื่อนยศและบรรดาศักดิ์เป็น พลตรีพระยาสุรศักดิ์มนตรี และมีรับสั่งเรียกตัวกลับในปี ๒๔๓๒ โปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการทั่วไปและเป็นองคมนตรีด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *