เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ตอน3

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

ในตอนที่ตั้งทัพอยู่หลวงพระบางนี้ ท่านได้ให้เจ้านายของลาวที่ถูกฮ่อเผาบ้าน ยืมเงินไปปลูกบ้านใหม่เป็นเงิน ๔๔,๐๐๐ บาท ก็ไม่ได้คืน จนเมื่อลาวตกเป็นของฝรั่งเศส ท่านได้ขอให้กรมพระสวัสดิ์ฯที่เป็นทูตไปเจรจา ช่วยทวงเงินจำนวนนี้ให้ด้วย

แต่ก็ไม่ได้ผล รวมทั้งเงินที่ท่านขอยืมจากกระทรวงต่างๆ ตอนยกทัพไปปราบฮ่อเป็นเงินถึง ๑๒๐,๐๐๐ บาท ทางราชการก็ไม่ยอมจ่ายให้ ในปีที่กลับมานั้น ปรากฏว่ามีโจรผู้ร้ายชุกชุมใน ๑๐ จังหวัด

แถว ชลบุรี พนัสนิคม จันทบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา พนมสารคาม และสนามชัยเขต  ทรงมอบให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นข้าหลวงใหญ่ไปปราบปราม ท่านข้าหลวงได้ไปตั้งกองบัญชาการที่ชลบุรีซึ่งเป็นชุมโจรใหญ่

แบ่งกำลังออกเป็น ๑๐ หน่วย ออกสอบสวนผู้มีอิทธิพลและโจรแต่ละจังหวัด ได้บัญชีรายชื่อมา ๑,๖๐๐ คน จากนั้นก็ส่งกำลังออกจู่โจมพร้อมกันทั้ง ๑๐ จังหวัด ล่าบุคคลตามบัญชีชื่อมาได้เกือบครบ ท่านข้าหลวงจะสั่งประหารเสียก็ได้เพราะมีอาญาสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ท่านกลับให้ส่งฟ้องศาล

ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๕ พระยาสุรศักดิ์มนตรี ผู้เป็นนักการทหาร นักการทูต วิศวกรควบคุมการก่อสร้าง ข้าหลวงปราบโจร และองคมนตรีมาแล้ว ก็ได้งานใหม่ในวัย ๔๑ อีก โดยโปรดเกล้าฯให้เป็น เสนาบดีกระทรวงเกษตร

ท่านนั่งติดเก้าอี้อยู่ได้ไม่ถึงปี ก็เกิดกรณี “ร.ศ.๑๑๒” พิพาทกับฝรั่งเศสขึ้น พระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้จัดตั้งกองอาสาพิเศษเพื่อเตรียมรบ และผู้บังคับการกองพันพิเศษอาสาสมัครนี้ ก็ไม่พ้นท่านเสนาบดีกระทรวงเกษตร ท่านตั้งกองกำลังพล ๑,๐๐๐ คนอยู่ ๘ เดือน ก็ยังไม่มีโอกาสได้รบ และเมื่อจะสลายกองกำลังปล่อยอาสาสมัครกลับบ้าน

จึงขอเบิกเงินเดือนไปทางกลาโหมเป็นจำนวน ๒๔,๐๐๐ บาท ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มีงบประมาณจะจ่ายให้ ท่านจึงต้องเอาควายของกลางที่ยึดมาเมื่อครั้งปราบโจร ๑๐ จังหวัด ให้นายทหารคนละ ๒ ตัว พลทหารคนละ ๑ ตัว จูงกลับบ้านไป

จากการนั่งเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงเกษตรก็เช่นกัน ที่ประชุมเสนาบดีมีมติให้กระทรวงเกษตรเปลี่ยนมาใช้เครื่องชั่งตวงวัดตามมาตราเมตริกแทนสัดทนานแบบเดิม ท่านเสนาบดีคนไม่ชอบรอระเบียบเยิ่นเย้อของราชการ

 

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

 

จึงสั่งซื้อเครื่องชั่งตวงวัดมาเป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท แต่พอทำฎีกาขอเบิกเงินไปก็ถูกคัดค้าน และให้ริบเครื่องชั่งตวงวัดเหล่านั้นด้วย ท่านเลยต้องจ่ายเงินส่วนตัวไปอีก ผลจากการรับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตรมา ๕ ปี ท่านก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แต่มีหนี้สินติดค้างหลวงอยู่ถึง ๘๐,๐๐๐ บาท

จะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่อยากรบกวนพระราชหฤทัย จึงนำบ้านที่อยู่อาศัยตำบลศาลาแดง เนื้อที่ ๒๕ ไร่ซึ่งเป็นบริเวณโรงแรมดุสิตธานีในปัจจุบันด้วย ไปขอเคลียร์ชดใช้หนี้หลวง พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบต่อมาจึงรับสั่งให้ท่านอยู่ที่เดิมไปตลอดชีวิต

ในปี ๒๔๔๐ พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสยุโรป ท่านเจ้าพระยารู้ตัวดีว่ามีคนจ้องจะปัดแข้งปัดขาอยู่มาก เอาตัวรอดอยู่ได้ก็เพราะพระบารมีปกเกล้าฯ หากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปนานเช่นนี้คงจะไม่แคล้วแน่ จึงขอลาออกจากราชการเสียเลย

พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้พ้นจากตำแหน่งตามต้องการ แต่ให้รับเงินเดือนเสนาบดีไปตามเดิมเดือนละ ๘๐๐ บาทโดยไม่ ต้องทำงาน เมื่อพ้นหน้าที่ราชการท่านก็หันมาทำธุรกิจ เอาที่ดินตำบลบางรัก ๒ แปลงรวม ๒๐๐ ไร่ ที่เป็นถนนประมวญและถนนสุรศักดิ์ แยกจากถนนสีลมในปัจจุบันออกขาย เอาเงินไปลงทุนทำป่าไม้ที่ศรีราชาร่วมกับนายอากรเต็ง

นายห้างกิมเซ่งหลี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พวกเงี้ยวก่อจลาจลเข้ายึดเมืองน่าน พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ท่านเป็นแม่ทัพขึ้นไปปราบเงี้ยว กบฏเงี้ยวถูกท่านปราบไปราบคาบ แต่พอกลับมาท่านกลับถูกหุ้นส่วนทำป่าไม้ปราบจนหมดตัว

ยื่นบัญชีให้ดูว่าขาดทุนไป ๗๕๐,๐๐๐ บาท ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ท่านยังได้รับโปรดเกล้าฯให้อยู่ในตำแหน่งอภิรัฐมนตรี และเมื่อมีประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล รัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานนามสกุลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีว่า “แสงชูโต” ต่อมาในรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานยศจอมพลทหารบก

ให้เป็นบำเหน็จสุดท้ายของชีวิต จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี มีชีวิตอยู่ ๔ รัชกาล และรับราชการ ๓ รัชกาล ถึงอนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ขณะมีอายุได้ ๘๐ ปี โดยที่ท่านไม่มีบุตรสืบสายเลือดเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *